หน้าแรก arrow ข้อมูลสถานีตำรวจ
ข้อมูลสถานีตำรวจ
ความรู้และการป้องกันยาเสพติด PDF Print E-mail
Written by Adm_Mr.Flyman   
09 ธ.ค. 2008 10:24น.

Image

ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดและการป้องกัน แจ้งความร้องเรียนได้ที่   ....>>>

"ยาเสพติด เป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม"คำกล่าวนี้ยังคงใช้ได้ดีในทุกยุคทุกสมัย เนื่องจากทุกคนต่างทราบถึงพิษร้ายของยาเสพย์ติดกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์อันเนื่องมาแต่สาเหตุนี้ นับเป็นการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศใด ดังนั้นจงช่วยกันสอดส่องดูแลบุคคลในครอบครัว อย่าให้เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติดไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม"ยาเสพติด" หมายถึง สารเคมีหรือสารใดก็ตามที่เมื่อบุคคลเสพหรือรับเข้าทางร่างกายไม่ว่าจะโดยการฉีด สูบ กิน ดื่ม หรือวิธีอื่น ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อเสพไปได้สักระยะหนึ่งจะทำให้ผู้เสพแสดงออกมาตามลักษณะเหล่านี้- ผู้เสพมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะเสพยาชนิดนั้นต่อเนื่องไป และต้องแสวงหามาเสพให้ได้ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม- ผู้เสพจะเพิ่มปริมาณของยาที่เคยใช้มากขึ้นทุกระยะ- ผู้เสพจะมีความปรารถนาอยากเสพยาชนิดนั้นอย่างรุนแรงจนระงับไม่ได้ คือ ติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ

 
ลักษณะการติดยาเสพติด
ยาเสพติดบางชนิดก่อให้เกิดการติดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่ยาเสพติดบางชนิด ก็ก่อให้เกิดการติดทางด้านจิตใจ เพียงอย่างเดียว การติดยาทางกายเป็นการติดยาเสพติดที่ผู้เสพมีความต้องการเสพอย่างรุนแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อถึงเวลาอยากเสพแล้วไม่ได้เสพ จะเกิดอาการผิดปกติอย่างมาก ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเรียกว่า "อาการขาดยา" เช่น การติดฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน เมื่อขาดยาจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หาว น้ำมูกน้ำตาไหล นอนไม่หลับ เจ็บปวดทั่วร่างกาย เป็นต้น

การติดยาทางใจเป็นการติดยาเสพติดเพราะจิตใจเกิดความต้องการ หรือ เกิดการติดเป็นนิสัย หากไม่ได้เสพร่างกายก็จะไม่เกิดอาการผิดปกติ หรือทุรนทุรายแต่อย่างใด จะมีบ้างก็เพียงเกิดอาการหงุดหงิดหรือกระวนกระวายใจเท่านั้น
การติดยาทางกาย การติดยาทางใจ
1.      ต้องตกอยู่ภายใต้การบังคับให้ต้องเสพ จะหยุดเสพไม่ได้ 1.      ไม่ถึงกับตกอยู่ภายใต้การบังคับให้ต้องเสพ แต่มีความต้องการที่จะเสพต่อไป
2.      ต้องเพิ่มปริมาณในการเสพยิ่งขึ้นเรื่อยๆ 2.      ไม่มีแนวโน้มที่จะต้องเพิ่มปริมาณการเสพมากนัก
3.      ตกเป็นทาสทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากไม่เสพจะเกิดอาการขาดยา ต้องทุรุนทุราย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ 3.      ไม่มีอาการขาดยา

 ลักษณะที่สังเกตได้ของผู้ติดยา
1.      ตาโรย ขาดความกระปรี้กระเปร่า น้ำมูกน้ำตาไหล ริมฝีปากเขียวคล้ำแห้งและแตก (เสพโดยการสูบ)
2.      เหงื่อออกมาก กลิ่นตัวแรง พูดจาไม่สัมพันธ์กับความจริง
3.      มีร่องรอยการเสพยาโดยการฉีดที่บริเวณแขนตามแนวเส้นโลหิต
4.      ท้องแขนมีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการกรีดด้วยของมีคมตามขวาง (ติดเหล้าแห้ง ยากล่อมประสาท ยาระงับประสาท)
5.      ใส่แว่นตากรองแสงเข้มเป็นประจำเพราะม่านตาขยายและเพื่อปกปิดนัยน์ตาสีแดงก่ำ
6.      มักสวมเสื้อแขนยาวปิดรอยฉีดยา พบเห็นบุคคลที่มีลักษณะเข้าข่าย 6 ประการ ข้างต้น ก็ไม่ควรปล่อยให้บุตรหลานของท่านร่วมเสวนาด้วย เพราะคนเหล่านี้อาจเป็นพาหนะนำยาเสพย์ติดเข้ามาสู่ครอบครัวท่านก็เป็นได้
สาเหตุของการติดยาเสพย์ติด
1.      ความอยากรู้อยากลองด้วยความคึกคะนอง
2.      เพื่อนชวน หรือต้องการให้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มเพื่อน
3.      มีความเชื่อในทางที่ผิด เช่น เชื่อว่ายาเสพย์ติดบางชนิดอาจช่วยให้สบายใจลืมความทุกข์ หรือช่วยให้ทำงานได้มาก
4.      ขาดความระมัดระวังในการใช้ยา เพราะคุณสมบัติของยาบางชนิดอาจทำให้ผู้ใช้ยาเกิดการเสพย์ติดได้โดยไม่รู้ตัว หากใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยขาดการแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
5.      สภาพแวดล้อม ถิ่นที่อยู่อาศัยมีการค้ายาเสพย์ติด หรือมีผู้ติดยาเสพย์ติด
6.      ถูกหลอกให้ใช้ยาเสพย์ติดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
7.      เพื่อหนีปัญหา เมื่อมีปัญหาและไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับตัวเองได้
รู้จักยาบ้า ยาอี ยาเลิฟ"ทลายแหล่งยาบ้า"…."บุกจับปาร์ตี้ยาอี" จนมาถึงคำว่า "ยาเลิฟ" ปรากฏทางสื่อมวลชนแทบทุกวัน คงสร้างความสงสัยให้ผู้อ่านมากทีเดียวว่าแท้ที่จริงแล้ว ยาบ้า ยาอี ยาเลิฟ คือยาอะไรกันแน่ยาบ้า เดิมผู้เสพเรียกว่า "ยาม้า" แต่ด้วยฤทธิ์ของยาที่ทำให้ผู้เสพคลุ้มคลั่งคล้ายคนบ้าน จึงเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น "ยาบ้า" ในยาบ้าจะมีส่วนผสมของสารเคมีที่สำคัญ คือ เมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาททำให้ผู้เสพประสาทตึงเครียด ตกใจง่าย หงุดหงิด สับสน กระวนกระวายใจ นอนไม่หลับ แต่เมื่อยาหมดฤทธิ์ผู้เสพจะรู้สึกอ่อนเพลียมาก เพราะสมองและร่างกายขาดการพักผ่อน ประสาทจะล้า ทำให้การตัดสินใจช้าและผิดพลาด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ การเสพยาบ้าเป็นระยะเวลานานจะทำให้สมองเสื่อม มีอาการประสาทหลอน หวาดระแวง คลุ้มคลั่ง อาจทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้ ดังที่เป็นข่าวอยู่เสมอ ๆยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy) เป็นยาเสพย์ติดกลุ่มเดียวกัน จะแตกต่างกันบ้างในด้านโครงสร้างทางเคมี นอกจากชื่อยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซีแล้ว ยังมีชื่อเรียกในกลุ่มผู้เสพอีกหลายชื่อ เช่น Adam Batman Enjoy Essence ฯลฯ ส่วน ยาเลิฟ เป็นชื่อเรียกตามลักษณะอาการของผู้เสพ เพราะเมื่อเสพยาชนิดนี้แล้วจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ทำให้เกิดการมั่วเพศยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี เริ่มแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยโดยชาวต่างชาติและชาวไทยที่ไปศึกษาต่อในต่างประเทศนำเข้ามาเพื่อใช้เสพในกลุ่มของตน จากนั้นจึงเริ่มกระจายไปสู่กลุ่มวัยรุ่นนักเที่ยวที่ชอบการเต้นรำ จนเกิดปาร์ตี้ยาอีตามข่าวยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทในระยะสั้น ๆ หลังจากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง ฤทธิ์ของยาจะทำให้ผู้เสพรู้สึกร้อนเหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว การมองเห็นภาพและการรับฟังเสียงต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง ผู้เสพจะรู้สึกคล้อยตามไปกับเสียงเพลง โดยเฉพาะเพลงที่คนทั่วไปฟังแล้วรู้สึกแสบแก้วหูและรำคาญ แต่ผู้เสพยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี จะถูกกระตุ้นด้วยฤทธิ์ยาให้เต้นรำไปตามจังหวะเพลงอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ซึ่งการเต้นรำอย่างหักโหมนี้เองที่ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อมากยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้ช็อคและเสียชีวิตได้
รู้จัก "สารระเหย"ปัจจุบันผู้ติดยาเสพย์ติดได้หันไปเสพยาตัวอื่นที่มีราคาถูกและหาได้ง่ายกว่าผลขาว ซึ่งก็คือ สารระเหยชนิดต่าง ๆ เช่น ทินเนอร์ผสมสี น้ำมันเบนซิน น้ำมันไฟแช็ก น้ำมันก๊าด น้ำมันแลคเกอร์ กาวชนิดต่าง ๆ น้ำมันชักเงา ยาทาเล็บ ตลอดจนสเปรย์ชนิดต่าง ๆ โดยหารู้ไม่ว่าสารเสพย์ติดประเภทนี้มีฤทธิ์ร้ายแรงกว่าเฮโรอีนหลายเท่านักเพราะเฮโรอีน ทำให้สุขภาพทั่วไปทรุดโทรมก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทิ้งความพิการถาวรให้แก่อวัยวะใด ๆ ในร่างกาย ซึ่งเมื่อเลิกเสพ เพียงพักฟื้นไม่นานสุขภาพก็จะแข็งแรงกลับสู่สภาพปรกติได้ แต่สารระเหยเหล่านี้ เมื่อเสพจนติดเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายเป็นโรคหรือมีความพิการถาวรและไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น เป็นมะเร็งในเม็ดเลือด สมองพิการ ตับพิการ พิการทางพันธุกรรม
พิษภัยของสารระเหยพิษของสารระเหยต่อร่างกาย หากเสพไปนาน ๆ จะเกิดอาการได้ 2 แบบ คือ- พิษระยะเฉียบพลัน- พิษระยะเรื้อรังเมื่อสูดดมสารระเหยเข้าไปในกระเพาะอาหารก็จะดูดซึมเข้าไปในหลอดเลือดไหลเวียนไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายโดยจะไปออกฤทธิ์โดยตรงด้วยการไปกดสมองส่วนกลาง ดังนั้นพอสูดดมไปไม่กี่นาทีจะเกิดอาการเมาที่คล้ายคนเมาเหล้า คือ เวียนหัว ตาพร่า เวลาดูอะไรจะเพ่งจะจ้องเหมือนตาขวาง ลิ้นไก่สั้น เดินโซเซ ง่วงซึม จิตใจครึกครื้น เห่อเหิม คึกคะนอง ซึ่งอาจทำให้ก่ออาชญากรรมได้ สติปัญญาทึบ มีหูแว่ว เกิดประสาทหลอน เกิดความคิดแบบหลงผิด หากสูดดมต่อไปนาน ๆ จะทำให้อาการโคม่าถึงตายได้ซึ่งมักจะมีสาเหตุจากการสูดยาเกินขนาด ทำให้ยาไปกดที่ศูนย์ควบคุมการหายใจและหยุดหายใจในที่สุด นอกจากนี้ยายังไปออกฤทธิ์ต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะสำหรับกลุ่มคนต่าง ๆ ที่มักจะเสพสาระเหยเหล่านี้ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เยาวชนของชาติ ซึ่งกำลังศึกษาในระดับมัธยมต้นและปลาย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และในจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มว่ามีการเสพย์ติดจาชนิดนี้อย่างแพร่หลาย และเด็กเหล่านี้จะมีอายุระหว่าง 8-10 ปี โดยเสพกันเป็นกลุ่ม ในวัด ในห้องที่ลับตาคน โดยใช้สำลี ผ้าเช็ดหน้าหรือเสื้อยืดชุบทินเนอร์จนชุ่มแล้วสูดดมเข้าปอดหมุนเวียนส่งต่อไปจนเมามาย บางคนอาจฉีดสเปรย์เข้าตู้เสื้อผ้าและตู้ลับ แล้วยื่นหน้าเข้าสูดดมจะเห็นได้ว่ายาเสพย์ติดพวกสารระเหยนี้มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของใช้แทบทุกครัวเรือน หรือหาซื้อ ได้ทุกแห่ง มีราคาถูก และทุกชนิดมีกลิ่นหอม และทุกชนิดมีกลิ่นหอมที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยชอบกลิ่น จึงทำให้เสพย์ติดได้ง่ายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนทั้งชายและหญิงตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533 ได้กำหนดมาตรการควบคุมไม่ให้นำสารระเหยมาใช้ในทางที่ผิดไว้หลายประการ และกำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดและต้องโทษ ดังนี้
1. กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายสารระเหย ต้องจัดให้มีภาพหรือข้อความที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสารระเหย เพื่อเป็นการเตือนให้ระวังการใช้สารดังกล่าว ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ห้ามไม่ให้ผู้ใดขายสารระเหยแก่ผู้ที่มีอายุไม่เกิน 17 ปี เว้นแต่เป็นการขายโดยสถานศึกษาเพื่อใช้ในการเรียนการสอน ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
3. ห้ามไม่ให้ผู้ใดขาย จัดหา หรือให้สารระเหยแก่ผู้อื่นซึ่งตนรู้หรือควรรู้ว่าเป็นผู้ติดสารระเหย ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ห้ามไม่ให้ผู้ใดจูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม หรือใช้อุบายหลอกลวงให้บุคคลอื่นใช้สารระเหย บำบัดความต้องการของร่างกายหรือจิตใจ ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
5. ห้ามไม่ให้ผู้ใดใช้สารระเหยบำบัดความต้องการของร่างกายหรือจิตใจ ไม่ว่าด้วยวิธีสูดดมหรือวิธีอื่นใด ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับพึงระลึกไว้เสมอว่าการเสพสารระเหยนอกจากจะเป็นโทษต่อร่างกายแล้วยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอีกด้วย
บทลงโทษเกี่ยวกับยาเสพย์ติดให้โทษชนิดอื่นเฮโรอีน- ผู้จำหน่ายหรือมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง น้ำหนักไม่เกิน 100 กรัม จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 50,000-500,000 บาท- เกิน 100 กรัม ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต- มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท- ผู้เสพเฮโรอีนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000-100,000 บาทกัญชา- มีกัญชาไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายหรือผลิต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-150,000 บาท- ผู้ใดเสพกัญชา จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท- มีกัญชาไว้ในครอบครอง โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 บาทยาบ้า- ผู้ผลิต นำเข้าหรือส่งออกยาบ้าเพื่อจำหน่าย มีโทษประหารชีวิต- มียาบ้าตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป (สารบริสุทธิ์) ถือเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายมีโทษประหารชีวิต- จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่เกิน 100 กรัม (สารบริสุทธิ์) โทษจำคุก 5 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 50,000-500,000 บาท- เกิน 100 กรัม โทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต- ครอบครองไม่เกิน 20 กรัม โทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 10,000-100,000 บาท- ผู้เสพโทษจำคุก 6 เดือน - 10 ปี ปรับ 5,000-100,000 บาท
การป้องกันการติดยาเสพย์ติด
1. ป้องกันตนเอง ไม่ใช้ยาโดยไม่รับคำแนะนำจากแพทย์และอย่าทดลองเสพยาทุกชนิดโดยเด็ดขาด
2. ป้องกันครอบครัว ควรสอดส่องดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัว อย่าให้เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด ต้องคอยอบรมสั่งสอนให้รู้ถึงโทษและภัยของยาเสพย์ติดที่สำคัญ ควรให้ความรักความอบอุ่นกับลูกหลาน เพราะความรักของครอบครัวจะเป็นปราการสำคัญต้านภัยยาเสพย์ติดได้ หากมีผู้เสพยาในครอบครัวควรจัดการให้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลให้หายเด็ดขาดอย่าแสดงความรังเกียจหรือดูหมิ่นควรให้กำลังใจให้ความรักต่อเขา และการรักษาแต่เริ่มแรกที่ติดยามีโอกาสหายได้เร็วกว่าปล่อยไว้นาน ๆ
3. ป้องกันเพื่อนบ้าน ช่วยชี้แจงเพื่อนบ้านให้เข้าใจถึงโทษและภัยของยาเสพย์ติด หากพบว่าเพื่อนบ้านติดยาเสพย์ติด อย่าแสดงความรังเกียจ ควรช่วยแนะนำให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล
4. ป้องกันโดยให้ความร่วมมือกับทางราชการ เมื่อทราบว่าสถานที่แห่งใด มียาเสพย์ติดแพร่ระบาด ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกแห่งทุกท้องที่ทราบ หรือที่ศูนย์ปราบปรามยาเสพย์ติดให้โทษ กรมตำรวจ โทร. 252-7962 , 252-5932 หรือ "1688" และที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติด (ป.ป.ส.) สำนักนายกรัฐมนตรี โทร. 245-9350-9
การปฐมพยาบาลผู้ติดยาเสพย์ติดหากพบเห็นบุคคลใดมีอาการลงแดงอันเนื่องจากการติดยาเสพย์ติด ขอให้ปฏิบัติตามดังต่อไปนี้
1. อย่าตื่นตระหนก พยายามสงบสติอารมณ์ตนเอง
2. พยายามให้ผู้ติดยาอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์อย่างเพียงพอ
3. ให้ผู้ติดยานอนตะแคงข้างใดข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้อาเจียนปิดกั้นทางเดินหายใจพร้อมทั้ง7    ปลดเสื้อผ้าออกให้สบายที่สุด
4. อย่าปล่อยให้ผู้ติดยาอยู่เพียงลำพัง
5. เรียกรถพยาบาลโดยเร็วที่สุด
6. เก็บตัวอย่างยาเสพย์ติดไว้ให้แพทย์วินิจฉัย
สถานที่ให้คำปรึกษาด้านการป้องกัน และแนะนำการบำบัดรักษาชั้นต้น
1. สำนักงานศึกษาป้องกันการติดยา (กระทรวงสาธารณสุข) โทร. 282-4180-52. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ศูนย์อาสาสมัครยาเสพย์ติดตึกมหิดล โทร.245-55223. ศูนย์สุขวิทยาจิต โทร. 281-52414. สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย โทร. 245-27335. • รับแจ้งเบาะแสยาเสพติด
        ปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดในประเทศไทยนับวันยิ่งทวีความรุนแรง ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการปราบปรามยาเสพติด หากผู้ใดทราบเบาะแสแหล่งผลิต แหล่งซื้อ-ขาย แหล่งจำหน่ายอุปกรณ์การผลิตและเคมีภัณฑ์ที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด โปรดแจ้ง
        กรุงเทพ ฯ : สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส.ที่อยู่ เลขที่ ๕ ถนนดินแดง แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทร. ๐ ๒๒๔๗ ๐๙๐๑-๑๙ ต่อ ๑๗๐๑ , ๐ ๒๒๔๕ ๙๔๑๔
        ภาคกลาง : ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคกลาง ที่อยู่ เลขที่  ๒๑๓ อาคารทุ่งสองห้อง ซ.วิภาวดี ๒๕  ถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงตลาดบางเขน  เขตหลักสี่  กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐ โทร. ๐-๒๕๘๘-๕๐๓๗-๙
        ภาคเหนือ : ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคเหนือ ที่อยู่ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ถนนโชตนา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐ โทร. ๐ ๕๓๒๑ ๑๗๙๖-๗, ๐ ๕๓๒๑ ๒๐๒๘
        ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อยู่ ตรงข้ามที่ทำการป่าไม้เขต ถนนหน้าศูนย์ราชการ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ๔๐๐๐๐ โทร. ๐ ๔๓๒๔ ๑๐๒๙, ๐ ๔๓๒๔ ๖๗๙๑
        ภาคใต้ : ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคใต้ ที่อยู่ ๔๓๔ ถนนไทรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ๙๐๐๐๐ โทร. ๐ ๗๔๓๑ ๒๐๘๘, ๐ ๗๔๓๑ ๒๕๑๕

Last Updated ( 20 ธ.ค. 2008 10:41น. )
ข้อแนะนำการมาสถานีตำรวจ PDF Print E-mail
Written by Adm_Mr.Flyman   
09 ธ.ค. 2008 10:19น.
 
Image 
ข้อแนะนำในการค้นหา หัวข้อ  กด Ctrl+F แล้วพิมพ์ที่ต้องการหา
ก.การแจ้งเหตุหรือการแจ้งข่าวอาชญากรรม
ประชาชนสามารถให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ด้วยการช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องพบเห็นเหตุร้ายหรือพฤติกรรมมีพิรุธน่าสงสัย เข้าข่ายอาชญากรรมประเภทต่าง ๆ เช่น ลักทรัพย์ ปล้นชิงทรัพย์ ฯลฯ ตลอดจนอุบัติเหตุร้ายแรงที่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลักสำคัญในการคลายทุกข์ร้อนของประชาชนวิธีการแจ้งข่าวอาชญากรรม สามารถกระทำได้ ดังนี้
1.    พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายปกครองในท้องที่ที่เกิดเหตุ
2.    แจ้งเหตุทางโทรศัพท์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
-       โทรศัพท์หมายเลขฉุกเฉินโดยตรงของทางราชการ เช่น เหตุด่วนเหตุร้าย โทรแจ้ง 191
-       โทรศัพท์แจ้งเหตุในรายการวิทยุต่าง ๆ ที่สามารถประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันท่วงที
1.    แจ้งเหตุทางจดหมายไปยังสถานีตำรวจในท้องที่
ข้อควรทราบในการแจ้งข่าวอาชญากรรมทางโทรศัพท์ เมื่อพบเห็นเหตุร้าย อย่ามัวแต่ตกใจ ควรระงับสติอารมณ์แล้วแจ้งเหตุแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทันที พยายามจดจำข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ของเหตุการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการมากที่สุด คือ
1.    เหตุร้ายนั้นเป็นเหตุอะไร เช่น ฆ่าคนตาย รถชนกัน ปล้นทรัพย์ ฯลฯ
2.    เหตุนั้นเกิดที่ไหน ระบุสถานที่ให้ชัดเจนถูกต้อง
3.    คนร้ายมีลักษณะอย่างไร บอกรูปพรรณสัณฐานของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ถ้าเป็นยานพาหนะ ก็ควรสังเกตว่ายานพาหนะนั้นมีป้ายทะเบียนหรือไม่ ถ้ามีเป็นหมายเลขอะไร เหล่านี้เป็นต้น

การแจ้งข่าวอาชญากรรม สามารถแบ่งเป็น
1. การแจ้งข่าวก่อนเกิดเหตุ ช่วยกันจับตาดูแลสอดส่องพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยดังนี้
- ผู้มักมีพฤติกรรมการลักเล็กขโมยน้อย หรือ ลักโค กระบือ
- อันธพาล นักเลง
- ผู้ติดยาเสพย์ติดผิดกฎหมาย เช่น ฝิ่น กัญชา เฮโรอีน สารระเหย
- มือปืนรับจ้าง
- บุคคลแปลกหน้าที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย
- แหล่งซ่องสุมหรือหลบซ่อนตัวของคนร้าย หรือ รับซื้อของโจร
- แหล่งค้ายาเสพย์ติด
- แหล่งล่อลวงหญิงค้าประเวณี หรือ ทารุณกรรม
- แหล่งกักขัง ใช้แรงงานเด็ก หรือใช้แรงงานคนต่างด้าวผิดกฎหมาย
2. การแจ้งข่าวขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ
- แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที หากได้พบเห็นบุคคลเป็นผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิดจดจำลักษณะ ตำหนิรูปพรรณ และยานพาหนะของผู้นั้น
- ให้ข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่อย่างละเอียด ไม่บิดเบือน เพื่อผลการดำเนินงานสอบสวนติดตามผลจะได้ถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว 
-
ถ้าเหตุร้ายมีผลต่อสาธารณชน เช่น อัคคีภัย ควรแจ้งตำรวจดับเพลิงหรือกรณีที่พบอุบัติเหตุรถชนกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วนแล้วช่วยดูแลทรัพย์สินของผู้ประสบเหตุ
ข. การแจ้งความต่าง เมื่อประชาชนประสบเหตุเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม หน่วยงานสำคัญที่จะเป็นที่พึ่งได้ในยามเกิดปัญหาคือ สถานีตำรวจ ตามกฎหมายได้ให้สิทธิแก่ประชาชนในการร้องทุกข์หรือแจ้งความเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงกำหนดหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องเอาใจใส่ต่อคำร้องทุกข์ของประชาชน จะละเลยไม่ไดสงสัยหรือเปล่าล่ะว่า แจ้งความ กับ แจ้งเหตุ ต่างกันอย่างไร้การแจ้งเหตุ คือ เมื่อเห็นเหตุการณ์ร้ายแรงใด ๆ ก็ควรช่วยเหลือสังคมด้วย แจ้งเหตุการณ์ที่เห็นแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงทีการแจ้งความ คือ เมื่อเรามีเรื่องทุกข์ร้อน และนำเรื่องนั้นไปแจ้งหรือร้องทุกข์แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว มันจะกลายเป็นคดีความระหว่างเราซึ่งเป็นผู้เสียหายกับคู่กรณี ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเรียนรู้ถึงวิธีปฏิบัติ รวมทั้งการเตรียมเอกสารในเรื่องที่จะแจ้งความนั้นให้พร้อม เพื่อจะทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
1. แจ้งความเอกสารสำคัญหายเช่น ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ จักรยานยนต์ โฉนดที่ดิน ใบสำคัญต่าง ๆ ฯลฯ มีขั้นตอนดังนี้ คือ ยื่นคำร้องแจ้งว่าเอกสารดังกล่าวหายต่อสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ จากนั้นเจ้าพนักงานจะตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ แล้วลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งออกหลักฐานการแจ้งความเอกสารหายเพื่อให้ท่านนำไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องสำหรับดำเนินการต่อไป
2. แจ้งความคนหายหลักฐานต่าง ๆ ที่ควรนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ
- บัตรประจำตัวผู้หาย หรือสำเนาบัตรที่ถ่ายเก็บไว้ (ถ้ามี)
- สำเนาทะเบียนบ้านผู้หาย
- ภาพถ่ายคนหาย (เป็นภาพถ่ายปัจจุบัน)
- ใบสำคัญทางราชการ เช่น ใบเกิด ใบสำคัญทหาร (ใบกองเกิน ใบกองหนุน)
3. แจ้งความรถหรือเรือหายหลักฐานต่าง ๆ ที่ควรนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ
- ใบทะเบียนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือ พาหนะอื่น ๆ ที่หาย
- ใบรับเงินหรือสัญญาซื้อขายเท่าที่มี
- ถ้าเป็นตัวแทนห้างร้าน บริษัท ผู้ไปแจ้งความควรมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของหรือผู้จัดการของห้างร้าน บริษัทนั้น ๆ ไป รวมทั้งหนังสือรับรองบริษัทด้วย
- หนังสือคู่มือประจำตัวรถที่ทางบริษัทห้างร้านออกให้ ถ้าไม่มีก็ให้จำสีรถ แบบ ยี่ห้อ หมายเลขประจำเครื่องและตัวรถไปด้วย (ถ้ามี)
- หากมีภาพถ่ายรถหรือเรือที่หายให้นำไปด้วย
4. แจ้งความอาวุธปืนหายควรเตรียมหลักฐานดังนี้
- ทะเบียนใบอนุญาตอาวุธปืน
- ใบเสร็จรับเงินที่บริษัทห้างร้านขายปืนออกให้ (ถ้ามี)
- ภายถ่ายปืนที่หาย (ถ้ามี)
5. แจ้งความทรัพย์สินหายควรเตรียมหลักฐานดังนี้
- ใบเสร็จรับเงินซื้อขาย หรือหลักฐานการแสดงการซื้อขายทรัพย์สินนั้น
- รูปพรรณทรัพย์สินนั้น ๆ เช่น หมายเลขเครื่อง ฯลฯ (ถ้ามี)
- ตำหนิหรือลักษณะพิเศษต่าง ๆ
- เอกสารสำคัญต่าง ๆ เท่าที่มี
- ภาพถ่ายของทรัพย์สินที่หาย (ถ้ามี)ในกรณีที่คนร้ายขโมยทรัพย์สินในบ้านหรือสำนักงาน ให้รักษาร่องรอยหลักฐานในที่เกิดเหตุไว้ อย่าให้ใครเข้าไปเคลื่อนย้ายหรือแตะต้องจนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาดำเนินการ
6. แจ้งความพรากผู้เยาว์ผู้เยาว์ คือ ผู้ที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี หรือยังไม่บรรลุนิติภาวะ ข้อหาพรากผู้เยาว์เป็นอย่างไร คงจำกันได้ดีถึงกรณีพิพาทอื้อฉาวบนหน้าหนังสือพิมพ์ระหว่างนักร้องหญิงวัยรุ่นกับแม่ของเธอ เรื่องมันก็มีอยู่ว่าสาวเจ้าเล่นประกาศปาว ๆ จะอยู่กินกับแฟนหนุ่ม แถมท้องได้ 4 เดือนเสียด้วย ทั้ง ๆ ที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี เล่นเอาคุณแม่ต้องวิ่งโร่ไปแจ้งความกับตำรวจในข้อหาที่แฟนหนุ่มนั้นพรากผู้เยาว์น่ะสิ เห็นชัดแล้วใช่มั้ยว่าการพรากผู้เยาว์เป็นอย่างไร ใครที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ เวลาจะขึ้นโรงพักไปแจ้งตำรวจ ก็อย่างลืมเตรียมเอกสาร ดังนี้
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้เยาว์
- ใบเกิดของผู้เยาว์ (สูติบัตร)
- รูปถ่ายของผู้เยาว์
- ใบสำคัญอื่น ๆ เกี่ยวกับผู้เยาว์ (ถ้ามี)
7. แจ้งความถูกข่มขืนกระทำชำเราควรเตรียมหลักฐานดังนี้
- เสื้อผ้าของผู้ถูกข่มขืน ซึ่งมีรอยเปื้อนอันเกิดจากการข่มขืน และสิ่งของต่าง ๆของผู้ต้องหาที่ตกอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้เสียหาย
- รูปถ่ายหรือที่อยู่ของผู้ต้องสงสัยตลอดจนหลักฐานอื่น ๆ (ถ้ามี)
8. แจ้งความถูกทำร้ายร่างกายและเหตุฆ่าคนตายดำเนินการดังนี้
-รักษาสถานที่เกิดเหตุไว้อย่าให้ใครเข้าไปยุ่มย่ามหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ในที่เกิดเหตุจนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการ
- ดูแลรักษาอาวุธของคนร้ายหรือพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
- บอกรายละเอียดต่าง ๆ เท่าที่สามารถบอกได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบ
9. แจ้งความถูกปลอมแปลงเอกสารนำหลักฐานต่าง ๆ ไปดังนี้
- ใบสำคัญตัวจริง เช่น โฉนด แบบ น.ส. 3 หนังสือสัญญา ใบเสร็จรับเงิน ฯลฯ
- หนังสือที่ปลอมแปลง
- ตัวอย่างตราที่ใช้ประทับหรือลายเซ็นในหนังสือ
10. แจ้งความถูกฉ้อโกงทรัพย์เตรียมหลักฐานดังนี้
- หนังสือหรือหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการถูกฉ้อโกง
- หลักฐานแสดงการเป็นผู้ครอบครองทรัพย์
- หนังสือหรือหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของทรัพย์
11. แจ้งความถูกยักยอกทรัพย์ควรเตรียมหลักฐานดังนี้
- หนังสือสำคัญที่เป็นหลักฐานว่าได้มีการมอบหมายทรัพย์ให้ไปจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง
- ใบสำคัญแสดงการเป็นเจ้าของ
- สำเนาหรือคำสั่งศาล หรือพินัยกรรมในกรณีผู้กระทำผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือพินัยกรรม
12. แจ้งความถูกยักยอกทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวกับการเช่าซื้อควรเตรียมหลักฐานดังนี้
- สัญญาใบเช่าซื้อหรือสำเนา
- ใบสำคัญติดต่อซื้อ ขาย เช่า ยืม หรือ ฝาก
- ใบสำคัญที่บริษัทห้างร้านออกให้โดยระบุรูปพรรณ ยี่ห้อ สี ขนาด น้ำหนักและเลขหมายประจำตัว
13. แจ้งความกรณีทำให้เสียทรัพย์ควรเตรียมเอกสารดังนี้
- หลักฐานต่าง ๆ แสดงการเป็นเจ้าของหรือครอบครองทรัพย์นั้น
- หลักฐานหรือสิ่งของที่เสียหายเท่าที่มีหรือเท่าที่นำไปได้
- หากเป็นของใหญ่โต หรือทรัพย์ที่ไม่สามารถพกพาติดตัวได้ให้เก็บรักษาไว้อย่าให้เกิดความเสียหายมากขึ้นกว่าเดิม หรือจัดให้คนเฝ้ารักษาไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป
14. แจ้งความจ่ายเช็คโดยไม่มีเงินควรเตรียมหลักฐานไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดังนี้
- เช็คที่ยึดไว้
- หนังสือที่ธนาคารแจ้งขัดข้องหรือปฏิเสธการจ่ายเงิน (ใบคืนเช็ค)
- หลักฐานหรือเอกสารซึ่งเป็นมูลหนี้แห่งที่มาของการจ่ายเช็ค เช่น
1. บิลส่งสินค้ากรณีที่มีการซื้อขายกัน , หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน
2. สัญญาซื้อขาย หรือเอกสารอื่นใดที่เป็นหลักฐานแห่งมูลหนี้ของการจ่ายเช็ค
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้แจ้ง
- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้งกรณี เป็นเช็คของบริษัท หรือมีการมอบอำนาจ จะต้องมีเอกสารเพิ่มเติม คือ
- หนังสือมอบอำนาจติดการแสตมป์ถูกต้อง
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้มอบอำนาจ
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ
- เอกสารเกี่ยวกับตัวผู้จ่ายเช็ค (ถ้ามี) 
ค. การชำระค่าปรับเมื่อเราทำผิดกฎจราจร และได้รับใบสั่งสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ สามารถเลือกปฏิบัติในการชำระค่าปรับตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร ณ สถานที่และภายในวันเวลาที่ระบุไว้ในใบสั่งได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1. ชำระที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานตำรวจที่ออกใบสั่งนั้น
2. ชำระ ณ ที่ทำการไปรษณีย์แห่งใดก็ได้กรณี ผู้ได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 หรือข้อ 2 ภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันควร มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท อีกข้อหาหนึ่งต่างหากอัตราปรับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะของเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ได้ออกข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ แบบใบสั่งและกำหนดค่าปรับตามที่เปรียบเทียบสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ โดยได้กำหนดค่าปรับของแต่ละข้อหาไว้ให้พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่จราจรถือปฏิบัติ ฉะนั้นการจะไปชำระที่สถานีตำรวจหรือชำระทางไปรษณีย์จะต้องชำระค่าปรับในอัตรเดียวกัน
ขั้นตอนการชำระค่าปรับทางไปรษณีย์
1.    ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถต้องถ่ายเอกสารใบสั่งทั้ง 2 หน้า โดยกรอกข้อความในสำนาใบสั่งในส่วนของ บันทึกของผู้ต้องหาให้ครบถ้วนพร้อมลงลายมือชื่อ (ใบสั่งตัวจริงเก็บไว้เป็นหลักฐาน)
2.    ไปที่ทำการไปรษณีย์แห่งใดก็ได้พร้อมแจ้งความจำนงว่าจะชำระค่าปรับทางไปรษณีย์
3.    เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จะมอบใบฝากธนาณัติในประเทศและซองจดหมายจำนวน 2 ซอง เพื่อดำเนินการดังนี้
- กรอกรายละเอียดในใบฝากส่งไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศสั่งจ่าย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติณ ที่ทำการไปรษณีย์ปลายทางตามที่ระบุไว้ในใบสั่ง
- จ่าหน้าซอง โดยซองแรกให้จ่าหน้าถึงหัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้าหน่วยงานตำรวจที่ออกใบสั่ง และซองที่สองให้จ่าตามชื่อที่อยู่ของผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่ได้กรอกไว้ในสำเนาใบสั่งส่วนของ บันทึกผู้ต้องหาตามข้อ 1 เพื่อจะส่งใบเสร็จรับเงินและใบอนุญาตขับขี่ (หากถูกยึด) คืนให้
- มอบเอกสารตามข้างต้นให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ พร้อมชำระค่าปรับจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งและเงินค่าใช้บริการตามที่ที่ทำการไปรษณีย์เรียกเก็บ
- เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จะตรวจความถูกต้องและดำเนินการให้ต่อไป 
การใช้ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่เป็นการชั่วคราว
1. ใบรับแทนใบอนุญาต (ใบสั่ง) ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ยึดไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันที่ออกใบสั่ง
2. กรณี ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเลือกหรือมีความจำเป็นต้องใช้วิธีการชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ธนาณัติ จะต้องดำเนินการภายใน 7 วัน จึงสามารถใช้ใบรับแทนใบอนุญาต (ใบสั่ง) ประกอบกับใบรับการส่งธนาณัติแทนใบอนุญาตขับขี่ออกไปได้อีก 10 วัน นับแต่วันที่ส่งธนาณัติ 
จะได้รับใบอนุญาตขับขี่คืนเมื่อใดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการสื่อสารแห่งประเทศไทย จัดทำข้อตกลงระหว่างกันเพื่อให้บริการชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ (EMS) ฉะนั้นเมื่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจออกใบสั่ง ได้รับเงินตามธนาณัติแล้วจะต้องส่งคืนใบเสร็จรับเงินและใบอนุญาตขับขี่ (หากถูกยึด) คืนให้โดยเร็ว 
ง. กิจธุระที่ต้องขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ  
1. การขออนุญาตแสดงมหรสพชั่วคราว
- ต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าของสถานที่
 ต้องขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงด้วย (ถ้ามี)
- เลิกแสดงมหรสพเวลา 24.00 น.สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร จะต้องยื่นคำร้องต่อผู้กำกับหรือรองผู้กำกับหัวหน้าสถานีตำรวจท้องที่เป็นผู้พิจารณาอนุญาตส่วนในต่างจังหวัด จะต้องยื่นคำร้องต่อนายอำเภอท้องที่ และเมื่อนายอำเภออนุญาตแล้วจะแจ้งให้ตำรวจท้องที่ทราบ
2. การขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง
-        ในกรุงเทพมหานคร ต้องยื่นคำร้องต่อผู้อำนวยการเขต
-        ในต่างจังหวัด ต้องยื่นคำร้องต่อนายอำเภอท้องที่ แล้วนำคำร้องมายื่นต่อผู้กำกับหรือรองผู้กำกับท้องที่เพื่อลงความเห็นแล้วส่งกลับไปยังเขตหรืออำเภอเพื่อพิจารณาอนุญาตต่อไป  
3. การขออนุญาตจุดดอกไม้เพลิง
  -      ในเขตกรุงเทพมหานคร ต้องยื่นคำร้องที่สถานีตำรวจท้องที่เพื่อเสนอเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้อนุญาต
- ในต่างจังหวัด ให้ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอท้องที่ 
4. การขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนสามารถยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องที่ ดังนี้
1.    กรุงเทพฯ : ยื่นต่อผู้บังคับการกองทะเบียน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ลาดพร้าว)
2.    ต่างจังหวัด : ยื่นต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอ หลักฐานสำหรับประกอบการพิจารณา ที่ต้องนำไปมีดังนี้
1.    บัตรประจำตัวประชาชาหรือหนังสือสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวพร้อมสำเนา
2.    สำเนาทะเบียนบ้าน
3.    หลักทรัพย์ หลักฐานประกอบอาชีพและรายได้
4.    หนังสือรับรองความเหมาะสม เหตุผล ความจำเป็น นิสัยใจคอ ดังนี้
- ถ้าเป็นราษฎรทั่วไป ต้องนำพยานบุคคลที่เชื่อถือได้ไปให้คำรับรองเกี่ยวกับความประพฤติและหลักฐานของผู้ขออนุญาตด้วย
- ถ้าเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้าง ต้องให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ชั้นหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า หรือผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หรือผู้บังคับกองพันทหาร รับรองความประพฤติและตำแหน่งหน้าที่การงาน
- ถ้าเคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ให้นำใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ไปแสดงด้วย 
5. การขออนุญาตพกพาอาวุธปืนติดตัวสามารถยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องที่ ดังนี้
 1. ยื่นต่อผู้บังคับการกองทะเบียน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ลาดพร้าว) สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพฯ
2. ยื่นต่อนายอำเภอ หรือ ปลัดอำเภอ สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด 
คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตพกพาอาวุธปืนติดตัว
1. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่แล้ว
2. เป็นบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่งดังต่อไปนี้ 
- เจ้าพนักงานซึ่งทำหน้าที่ควบคุมทรัพย์สินของรัฐบาล
- ข้าราชการ พนักงาน หรือพนักงานองค์กรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบ ปราม หรือการปฏิบัติงานที่เป็นการฝ่าอันตรายหรือเขตทุรกันดาร
- บุคคลซึ่งได้ทำประโยชน์อย่างมากให้แก่ทางราชการในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย
- บุคคลที่มีความจำเป็นต้องมีอาวุธปืนติดตัว เพื่อป้องกันอันตรายจากการประทุษร้าย
- บุคคลที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นสมควรอนุญาต
หลักฐานการขออนุญาต
1.    สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการเจ้าพนักงานหรือพนักงานองค์การรัฐวิสาหกิจหรือบัตรประจำตัวประชาชน
2.    สำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4)
3.    สำเนาทะเบียนบ้าน โดยที่อยู่ของผู้ขออนุญาตที่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านจะต้องตรงกับที่อยู่ในแบบ ป.4
4.    ภาพถ่ายของผู้ขออนุญาต ขนาด 3 นิ้ว จำนวน 2 รูป โดยถ่ายหน้าตรงแต่งเครื่องแบบ
5.    กรณีผู้ขอเป็นข้าราชการ เจ้าพนักงาน หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ต้องมีหนังสือรับรองจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดว่าเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยมีเหตุผลและความจำเป้นสมควรได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนติดตัวได้
6.    กรณีที่ผู้ขอทำงานอยู่ในธุรกิจเอกชน จะต้องมีหนังสือรับรองจากเจ้าของหรือผู้จัดการธุรกิจนั้น ๆ ว่าผู้ขอเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย มีเหตุผลและความจำเป็นสมควรได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนติดตัวได้  
6. การขอรับโอนมรดกอาวุธปืนปฏิบัติเช่นเดียวกับการขออนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน หากต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมดังนี้
1.    ใบมรณบัตรของผู้ตาย
2.    หนังสือพินัยกรรมของผู้ตาย หรือคำสั่งศาลให้เป็นผู้จัดการมรดก(ถ้ามี)
3.    ต้องแจ้งขอรับการโอนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับมรดก  
1.    การขออนุญาตเล่นการพนันประเภทต่าง ๆ ควรนำหลักฐานเอกสารดังต่อไปนี้แสดงต่อเจ้าหน้าที่
1.    บัตรประจำตัวประชาชน
2.    ทะเบียนบ้าน ฉบับเจ้าบ้าน
3.    หนังสือมอบอำนาจ พร้อมทั้งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ ในกรณีที่ผู้ขอมิได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตด้วยตนเอง
4.    โครงการหรืองานที่จะจัดให้มีการเล่นการพนัน (ถ้ามี) สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร ต้องยื่นคำขออนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันพร้อมเอกสารดังกล่าวต่อนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรประจำท้องที่ซึ่งดำรงตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป ส่วนในเขตต่างจังหวัดนั้นให้ยื่นต่อนายอำเภอท้องที่หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ 
1.    การขออนุญาตเยี่ยมผู้ต้องหาบนสถานีตำรวจ 
-        พบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาบนสถานีตำรวจ 
-
        แจ้งชื่อผู้ต้องหาที่ต้องการเยี่ยม 
-        หลังได้รับอนุญาต ให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาได้ตามระเบียบที่กำหนด คือ เวลา 08.00 - 09.00 น.เวลา 12.00 - 13.00 น.เวลา 16.00 - 17.00 น.o        อาหารของเยี่ยมของฝากผู้ต้องหา ต้องได้รับการตรวจจากเจ้าหน้าที่ก่อนเสมอ  

Last Updated ( 09 ธ.ค. 2008 10:46น. )
อัตราค่าปรับจราจร PDF Print E-mail
Written by Adm_Mr.Flyman   
09 ธ.ค. 2008 10:12น.

Image
อัตราค่าปรับจราจร อัตราค่าปรับ ได้ออกข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ แบบใบสั่ง และกำหนดจำนวนค่าปรับ ตามที่เปรียบเทียบสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ โดยกำหนดค่าปรับของแต่ละข้อหาไว้ให้พนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่จราจร ถือปฏิบัติ ฉะนั้นการจะไปชำระที่สถานีตำรวจ หรือชำระทางไปรษณีย์ จะต้องชำระค่าปรับในอัตราเดียวกันขั้นตอนการชำระค่าปรับทางไปรษณีย์1.       ผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถต้องถ่ายเอกสารใบสั่งทั้ง 2 หน้า Imageโดยกรอกข้อความในสำเนาใบสั่งในส่วนของ "บันทึกของผู้ต้องหา" ให้ครบถ้วนพร้อมลงลายมือชื่อ (ใบสั่งตัวจริงเก็บไว้เป็นหลักฐาน) 2.       ไปที่ทำการไปรษณีย์แห่งใดก็ได้พร้อมแจ้งความจำนงว่าจะชำระค่าปรับทางไปรษณีย์3.       เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จะมอบใบฝากธนาณัติในประเทศ และซองจดหมายจำนวน 2 ซอง เพื่อดำเนินการดังนี้ o        กรอกรายละเอียดในใบฝากส่งไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศสั่งจ่าย "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" ณ ที่ทำการไปรษณีย์ปลายทางตามที่ระบุไว้ในใบสั่ง o        จ่าหน้าซอง โดยซองแรกให้จ่าหน้าซองถึงหัวหน้าสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าหน่วยงานตำรวจที่ออกใบสั่ง และซองที่สองให้จ่าตามที่อยู่ของผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถที่ได้กรอกไว้ในสำเนาใบสั่ง ส่วนของ "บันทึกผู้ต้องหา" ตามข้อ 1 เพื่อจะส่งใบเสร็จรับเงินและใบอนุญาตขับขี่ (หากถูกยึด) คืนให้ o        มอบเอกสารตามข้างต้นให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ พร้อมชำระค่าปรับตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่ง และเงินค่าใช้บริการตามที่ที่ทำการไปรษณีย์เรียกเก็บo        เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ จะตรวจสอบความถูกต้อง และดำเนินการให้ต่อไป ข้อหาหรือฐานความผิดตามกฎหมายที่ควรทราบImage1.       ข้อหา ฐานความผิด บทมาตรา และอัตราโทษ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2538)และการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด นั้นให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ (กรมตำรวจ) ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 9 ก.ค. 40 และเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ลงวันที่ 3 ธ.ค. 2540 ตามลำดับ
Image

ลำดับ ข้อหาหรือฐานความผิด อัตราโทษ อัตราตามข้อ กำหนด
1 นำรถที่ไม่มั่นคงแข็งแรงอาจเกิดอันตรายหรือทำให้เสื่อมเสีย สุขภาพอนามัย มาใช้ในทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
2 นำรถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาใช้ในทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
3 นำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่นควัน ละอองเคมี เกินเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดมาใช้ในทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 500 บาท
4 นำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดเสียงเกินเกณฑ์ที่อธิบดี
กำหนดมาใช้ ในทางเดินรถ
ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 500 บาท
5 ขับรถในทางไม่เปิดไฟ หรือใช้แสงสว่างในเวลาที่มีแสง สว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถ หรือสิ่งกีดขวาง ในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะ 150 เมตร ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 200 บาท
6 ใช้สัญญาณไฟวับวาบผิดเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 300 บาท
7 ขับรถบรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถในทางเดิน รถไม่ติดธงสีแดง ไว้ตอนปลายสุดให้มองเห็นได้ภายใน
ระยะ 150 เมตร
ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
8 ขับรถบรรทุกวัตถุระเบิด หรือ วัตถุอันตรายไม่จัดให้มีป้าย
แสดงถึงวัตถุ ที่บรรทุก
จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปรับ 300 บาท
9 ขับรถไม่จัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุก ตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจาก รถอันอาจก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพ อนามัยแก่ประชาชนหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
10 ขับรถไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏ ในทาง หรือที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ทราบ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
11 ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
12 ไม่หยุดรถหลังเส้น ให้รถหยุดเมื่อมีสัญญาณไฟแดง ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
ลำดับ ข้อหาหรือฐานความผิด อัตราโทษ อัตราตามข้อ กำหนด
13 ขับรถไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ปรากฏด้วยมือ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
14 ไม่หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด หรือหยุดรถห่างจากพนักงานเจ้าหน้าที่น้อยกว่าสามเมตร ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
15 ทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่อธิบดีกำหนดในทางเดินรถโดยไม่มีอำนาจ จำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 2,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -
16 ไม่ขับรถที่มีความเร็วช้าให้ใกล้ขอบทางด้านซ้ายในทางเดินรถที่มีสวนกันได้ ปรับตั้งแต่ 200-500บาท ปรับ 200 บาท
17 ไม่ขับรถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสารรถจักรยานยนต์ที่มีความเร็วช้าในช่องเดินรถซ้ายสุด ในทางเดินรถที่แบ่งช่องเดินรถไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ปรับตั้งแต่ 400-1,000บาท -
18 เลี้ยวรถหรือเปลี่ยนช่องเดินรถโดยไม่ให้สัญญาณ ปรับตั้งแต่ 400-1,000บาท ปรับ 400 บาท
19 ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
20 ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับตั้งแต่ 2,000 –10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -
21 ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร ปรับตั้งแต่ 400 –1,000 บาท ปรับ 400 บาท
22 ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร (เว้นแต่รถเข็น
สำหรับทารก คนป่วย หรือคนพิการ)
ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท
23 ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นทางด้านซ้ายมือโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท
24 ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นขณะขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน หรืออยู่ในทางโค้ง ซึ่งไม่มีเครื่องหมายจราจรให้แซงได้ ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท
25 ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางแยก ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท
26 ขับรถออกจากที่จอดเมื่อมีรถจอดหรือสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้าโดย
ไม่ให้
สัญญาณมือหรือแขน หรือสัญญาณไฟ
ปรับไม่เกิน1,000 บาท ปรับ 400 บาท
27 กลับรถในทางเดินรถกีดขวางการจราจร ปรับตั้งแต่ 200-500 บาท ปรับ 200 บาท
ลำดับ ข้อหาหรือฐานความผิด อัตราโทษ อัตราตามข้อ กำหนด
28 กลับรถในระยะ 100 เมตร จากเชิงสะพาน ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ปรับ 400 บาท
29 กลับรถที่ทางร่วมทางแยก(เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้กลับรถได้) ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท
30 หยุดรถหรือจอดรถในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรที่อธิบดีกำหนดในทางเดินรถโดยไม่มีอำนาจ ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
31 ไม่จอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
32 จอดรถไม่ขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางในระยะห่างเกินกว่า 25 ซม. ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
33 หยุดรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุผลสมควร ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
34 หยุดรถตรงปากทางเข้าออกของอาคาร หรือทางเดินรถโดยไม่มีเหตุผลสมควร ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
35 จอดรถบนทางเท้า ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
36 จอดรถบนสะพานหรือในอุโมงค์ ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
37 จอดรถในทางร่วมทางแยก หรือภายในระยะ 10 เมตรจากทางร่วมทางแยก ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
38 จอดรถในเขตที่มีเครื่องหมายห้ามจอด ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
39 จอดรถภายในระยะ 15 เมตร ก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทางและเลยเครื่องหมายไปอีก 3 เมตร ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
40 จอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
42 ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเครื่องมือบังคับ รถ มิให้เคลื่อนย้าย จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือ ปรับไม่เกิน 5,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -
ลำดับ ข้อหาหรือฐานความผิด อัตราโทษ อัตราตามข้อ กำหนด
43 จอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางโดยไม่เปิดไฟ หรือใช้แสงสว่างเพียงพอ ที่จะเห็นรถที่จอดนั้นได้ชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร ปรับตั้งแต่ 200 - 500บาท ปรับ 200 บาท
44 ขับรถเร็วเกินอัตรากำหนด ปรับตั้งแต่ 200 - 500 บาท ปรับ 400 บาท
45 ไม่ยอมให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน เมื่อขับรถถึงทางร่วมทาง แยกทีหลัง ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
46 ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือทรัพย์สิน
ของผู้อื่น แล้วไม่หยุดช่วยเหลือแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ที่ใกล้ เคียง ทันที.
จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับตั้งแต่ 2,000 –10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -
47 ขับรถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร (เว้นแต่ กรณีจะเกิดอันตรายแก่ตนหรือแก่คนโดยสาร) ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
48 ไม่เดินบนทางเท้าหรือไหล่ทางเมื่อทางนั้น มีทางเท้าหรือไหล่ทางอยู่ข้างทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 200 บาท ปรับ 100 บาท
49 เดินข้ามทางนอกทางข้าม เมื่อมีทางข้ามอยู่ภายในระยะ100 เมตร ปรับไม่เกิน 200 บาท ปรับ 100 บาท
50 ขี่ จูงไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทาง ในลักษณะที่เป็นการกีดขวาง
การจราจร และไม่มีผู้ควบคุม
เพียงพอ
ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
51 วาง ตั้ง ยื่น หรือ แขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
52 ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย (มิให้ใช้บังคับแก่ภิกษุสามเณร นักพรต นักบวช ผู้นับถือลัทธิศาสนาที่ใช้ผ้าโพกศีรษะตามประเพณีนิยม ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
53 โดยสารรถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย (มิให้ใช้บังคับแก่ภิกษุสามเณร นักพรต นักบวช ผู้นับถือลัทธิศาสนาที่ใช้ผ้าโพกศีรษะตามประเพณีนิยม ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
54 ยินยอมให้ผู้อื่นนั่งตอนหน้าแถวเดียวกับคนขับเกิน 2 คน ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
55 เป็นผู้ขับรถโดยสารประจำทาง รถบรรทุกคนโดยสารรถโรงเรียน รถแท็กซี่ ยินยอมให้ผู้โดยสารขึ้นหรือลง รถยนต์ในขณะที่รถหยุดเพื่อรอสัญญาณไฟ หรือหยุดเพราะติดการจราจร ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท
56 ขับรถตามหลังรถฉุกเฉินซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในระยะไม่ถึง50 เมตร ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
57 กระทำด้วยประการใด ๆ บนทางอันเป็นการกีดขวางของการจราจร ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
58 ฝ่าฝืนคำสั่งข้อบังคับหรือระเบียบของเจ้าพนักงานจราจรซึ่งสั่งหรือ
ประกาศ ห้าม หยุดหรือ จอด
ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท

Image
ข้อหาหรือฐานความผิดตามกฎหมายที่ควรทราบ

2. ข้อหา ฐานความผิด บทมาตรา และอัตราโทษ ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2537)
Image

ลำดับ ข้อหาหรือฐานความผิด อัตราโทษ
1 ใช้รถไม่จดทะเบียน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
2 ใช้รถไม่เสียภาษีประจำปีภายในเขตกำหนด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
3 ใช้รถไม่แสดงเครื่องหมายเสียภาษี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
4 ใช้รถไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
5 ใช้รถที่มีส่วนควบหรือเครื่องอุปกรณ์ไม่ครบถ้วน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
6 เปลี่ยนแปลงสีของรถผิดจากที่จดทะเบียนไว้ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
7 เปลี่ยนปลงตัวรถหรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดจากไปที่ จดทะเบียน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
8 ขับรถยนต์ที่มีไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม (รถป้ายแดง) ระหว่างพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น เวลากลางคืน) โดยไม่มีความจำเป็นและได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
9 ขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาตขับรถ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
10 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถที่จะแสดงได้ทันที (เว้นแต่ผู้ฝึกหัดขับรถตาม) ปรับไม่เกิน 1,000 บาท
11 ขับรถไม่มีสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถที่จะแสดงได้ทันที ปรับไม่เกิน 1,000 บาท
12 ยินยอมให้ผู้ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับรถ เข้าขับรถของตน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
13 รับจ้างรถบรรทุกคนโดยสาร โดยใช้รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร ไม่เกิน 7 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
14 ขับรถระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
15 ใช้เครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้สำหรับรถคันหนึ่งกับรถ อีกคันหนึ่ง ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

   Image

 

Last Updated ( 15 ก.ค. 2009 12:28น. )
<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 Next > End >>

Results 43 - 49 of 51
หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรพุนพิน


พันตำรวจเอกกุณฑล  ฉลาดแพทย์
ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพุนพิน

ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานีตำรวจภูธรพุนพินให้บริการข้อมูลข่าวสาร ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 โดยใช้บริการได้ที่ สถานีตำรวจภูธรพุนพิน หรือ โทรศัพท์ 077-311250,311120